Search jerometana

สไลด์อย่างที่ควรจะเป็น

เทคนิคสร้างสไลด์นำเสนอแบบ TED Talk — สไลด์ที่ดีไม่ใช่เอกสารแปะหน้าจอ แต่เป็นตัวช่วยให้คนฟังเข้าใจเรื่องที่เราพูด

Share

สไลด์อย่างที่ควรจะเป็น

เทคนิคสร้างสไลด์นำเสนอแบบ TED Talk

สิ่งที่เป็นดาบสองคมที่ผู้ที่ต้องพูดนำเสนอเอาขึ้นไปพูดด้วย และพร้อมทำบาดมือตัวเองอยู่ตลอดเวลา คือ สไลด์

เพราะสิ่งนี้อาจทำให้การนำเสนอดียิ่งขึ้น หรือทำลายความน่าสนใจจนไม่เหลือชิ้นดีเลยก็ได้ และโดยที่เห็นส่วนใหญ่มักจะเป็นอย่างหลัง

ในหนังสือ Ted Talks (2016) จารย์ Chris Anderson บอกว่า “มีสไลด์ห่วย ไม่มีดีกว่า” โหดมาก ร้องไห้แล้ว

ผมเลยอยากมาแบ่งปันวิธีลับดาบเล่มนี้ให้คม กับกวัดแกว่งมันอย่างถูกวิธีกันครับ ครั้งหน้าเราจะได้ไม่ทำบาดมือตัวเองอีก

Source: https://en.wikipedia.org/wiki/Chris_Anderson_%28entrepreneur%29

จะเอาดาบไปทำอะไร

สไลด์ เป็นสิ่งที่ควรใช้ประกอบการพูด ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยถ่ายทอดสิ่งที่คำพูดสื่อสารออกมาไม่ได้

องค์ประกอบหลักของสไลด์ คือ ภาพ ไม่ใช่ข้อความ ไม่ใช้รูปการ์ตูนที่เราเอามาตกแต่ง ซึ่งภาพ 1 ภาพ แทนคำได้เป็นพันคำเลย

การจะสร้างสิ่งที่มาใช้ประกอบการพูด เราต้อง “คิด” สิ่งที่จะพูดออกมาให้ได้ก่อน จะพูดเรื่องอะไร พูดไปทำไม อยากพูดออกไปยังไง นี่คือแก่นหลัก ก่อนจะไปเสียเวลากับการกดๆ ลากๆ บนไฟล์สไลด์ ถ้าคิดตรงนี้ได้แล้ว สไลด์ก็ใช้เวลาทำแค่แปปเดียว

ในทางกลับกัน ถ้ารู้สิ่งที่จะพูด เราอาจจะรู้ได้เลยว่า “อ้าว ไม่ต้องใช้สไลด์ก็ได้นี่หว่า” แล้วไปจบที่เปิดรูป background เท่ๆ ตอนพูดก็พอแล้ว

ลับดาบให้คม

สวยงาม ≠ ใช้งานได้

คนส่วนใหญ่ทำสไลด์แบบไม่ “คิด” เน้นสวยงามอย่างเดียว ปลอกดาบสวยมาก แต่ดาบทื่อไปหมด

บางคนพอรู้ว่าต้องทำสไลด์ ก็เข้า Canva มานั่งเลื่อนหา template ทันที อย่างกับโดนตั้งโหมดอัตโนมัติเอาไว้ นั่งตกแต่งก่อนจะรู้ว่าต้องทำสไลด์เรื่องอะไรซะอีก

“อย่าใช้ template, เดี๋ยวตีมือเลย” Tom Reily, community director ของ TED บอกในหนังสือ แต่ประโยคหลังผมเติมเอง

เพราะ template นอกจากความสวยงาม (ซึ่งไม่มีประโยชน์ต่อการพูด) แล้ว ก็เต็มไปด้วยข้อจำกัดในการสร้างสรรค์ และทำให้สไลด์เราเหมือนกับคนอื่นไปหมด

Photo by Kai Oberhäuser on Unsplash

1 Idea 1 Page

หนึ่งหน้า นำเสนอแค่เรื่องเดียวเท่านั้น ไม่มีข้อยกเว้น

เหตุผลง่ายๆ สั้นๆ สองพยางค์ คือ focus

เรากำลังจะเน้นย้ำไอเดียที่กำลังสื่อสารออกไปให้กระแทกใจผู้ฟังเพิ่มขึ้นจากการพูดปกติ และการจะทำสิ่งนั้นให้ได้ดี เราต้องโฟกัสแค่ 1 ไอเดียเท่านั้น

อย่าใส่ข้อมูลทุกอย่างลงมาอัดจนเต็มไปหมด จนกลายเป็น infographic คนฟังเห็นปุ้บน้ำตาไหลเลย อ่านยังไงหมด ทำแบบนี้ เก็บเอาไว้โพสต์ facebook ง่ายกว่า

Photo by Afif Ramdhasuma on Unsplash

ภาพ

พระเอกของสไลด์ การอธิบายจะเกิดขึ้นได้ดีจากการ เล่าให้ฟัง และแสดงให้เห็น

อย่างที่บอกไปตอนเริ่ม คือภาพเป็นสิ่งที่นำมาเล่าในสิ่งที่ปากสื่อสารออกมาไม่ได้ การเล่าว่าภาพวาดของปิกัสโซ่ลักษณะเป็นยังไง เทียบไม่ติดกับการนำภาพวาดของปิกัสโซ่มาแสดงให้ดูอยู่แล้ว

ส่วนในการนำเสนอข้อมูล สถิติ แทนที่จะใส่เป็นตัวเลข ก็ visualize ออกมาให้เป็นภาพให้เห็นชัดๆ จะเข้าถึงคนฟังได้ง่ายขึ้น simplicity is the key

ความสามารถพิเศษอีกอย่างของภาพ คือ มันสามารถสื่ออารมณ์ได้ โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรด้วยซ้ำ

และอย่าลืมดูด้วยว่ารูปที่นำมาใช้ เจ้าภาพอนุญาตหรือไม่ ถ้าใช่ ใส่เครดิตไว้ด้วย

Pablo Picasso source: https://www.artisera.com/blogs/expressions/10-facts-about-pablo-picasso-that-will-amaze-you

ตัวอักษร

1 font ต่อสไลด์ ถ้ามีหลายแบบ เวลาอ่านจะสับสน หรืออาจจะมีอีก 1 font ไว้ใช้กับพาดหัวตัวโตๆ เพื่อให้ข้อความเด่นขึ้นมา

เลือกสีที่อ่านง่าย contrast กัน สีเข้มบนสีขาวนี่โอเค แต่อย่าเอา สีเข้มบนสีเข้ม อ่านยาก ปวดตา

ห้ามทำ!

  • อย่าใส่ bullet (•) หรือ dash (-) ลงไป พวกนี้เก็บไว้ใส่ในสคริปต์พอ
  • อย่าใช้ ขีดเส้นใต้ และ ตัวเอียง มันอ่านยาก ตัวหนา (Bold) ยังโอเค
  • อย่าใช้หลาย font ในบรรทัดเดียว ถ้าไม่ได้กำลังทำโลโก้ซีรีส์ Loki
Logo of Loki series source: https://www.lessonsindesign.com/loki-logo-design-a-logo-analysis/

ข้อความ

การใส่ข้อความอัดเข้าไปเต็มหน้าสไลด์ นับเป็นบาปมหันต์ อย่าหาทำ สงสารโลก สงสารคนอ่านด้วย

Attention span ของคนเราบอบบางมาก คนฟังโฟกัสได้ทีละอย่าง โดยเฉพาะกับเวลากำลังเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ อ่านก็คืออ่าน ฟังก็คือฟัง multitask ไม่มีอยู่จริง ทำพร้อมกัน สุดท้ายไม่รู้เรื่องทั้งคู่

และอย่าเขียนสิ่งที่เรากำลังจะพูด ลงไปในสไลด์ทั้งหมด มันสปอยล์คนดู ถ้าเขารู้เนื้อหาที่เรากำลังจะพูดไปหมดแล้วจากการอ่านสไลด์ ความน่าสนใจในการพูดของเราจะหมดไปทันที เพราะไม่มีใครอยากฟังเราแล้ว ใจคนฟังรอดูเนื้อหาถัดไปแล้ว

ตัวอย่างจากในหนังสือ เช่น ข้อความในสไลด์ที่เขียนว่า “หลุมดำเป็นวัตถุที่มีมวลมหาศาลซึ่งแสงไม่อาจเล็ดลอดไปได้” คนฟังได้อ่านข้อความนี้ ก็รู้เรื่องเกี่ยวกับหลุมดำไปแล้ว เกินครึ่ง ไม่กลับมาจดจ่อกับผู้พูดแล้ว

เทียบกับข้อความว่า “หลุมดำ ดำแค่ไหน?” เป็นคำถามที่ผู้ฟังยังไม่ได้รับการตอบ และการที่จะรู้ได้ จะต้องคอยฟังสิ่งที่ผู้พูดกำลังจะพูดเท่านั้น

Photo by Indra Utama on Unsplash

Transition

Distraction ชั้นเยี่ยมในการทำสไลด์ ถ้าคุณไม่ค่อยใส่ transition ในสไลด์ ไม่ว่าจะเพราะไม่ชอบ หรือขี้เกียจ จะบอกว่าดีแล้ว ทำต่อไป

เวลาเลือก transition มาใช้ คนส่วนใหญ่จะเลือกอันที่คิดว่า “เจ๋งดีแฮะ” และใช่ มันเจ๋งจริงๆ เจ๋งจนดึงความสนใจจากการพูดของคุณไปหมดเลย อ้าว

แต่ก็ยังมีบางอันที่ยังใช้แล้วช่วยให้คนยังจดจ่อกับการพูดได้ดีอยู่ คือการใช้ none กับ dissolve ซึ่งการใช้สองอย่างนี้คู่กัน จะช่วยแยกความเชื่อมโยงของเนื้อหาในสไลด์ก่อนหน้าได้

  • None (ตัดฉับ) ใช้ตอนขึ้นไอเดียใหม่
  • Dissolve (ค่อยๆ เฟด) ใช้ตอนที่ไอเดียในหน้าถัดไป ยังเกี่ยวข้องกับหน้าก่อนหน้าอยู่

ตกแต่ง

ถ้าต้องทำ ทำให้น้อย ทำให้เนียน ไม่เตะลูกตา ไม่แย่งซีน แต่ถ้าเลือกได้ ไม่ต้องทำ

กวัดแกว่งดาบ

ตอนกำลังพูด หน้าที่ของเราคือ เราต้องเป็นพระเอก แล้วใช้สไลด์ซัพพอร์ต ไม่ใช้เราไปซัพพอร์ตสไลด์ ไปยืนอ่านสไลด์ ถ้าทำแบบนั้น ส่งให้คนฟังอ่านเอง แล้วเราแยกย้ายกันกลับบ้านดีกว่า

เคยเห็นโรงเรียน, มหาลัย หรืองานแข่งหลายๆ ที่ยังให้คะแนนไฟล์สไลด์อยู่ มานั่งนึกดู ผมว่าไม่น่ารักเลย ไม่ค่อยมีเหตุผล

ถ้ากำลังอ่านอยู่ถึงตรงนี้ ผมหวังว่าจะเห็นภาพแล้วว่า slide เป็นแค่เศษเสี้ยวเล็ก ๆ ที่มาประกอบการนำเสนอ เรามาโฟกัสที่คุณภาพการนำเสนอภาพรวมกันครับ อย่าประเมินราคานาฬิกาแยกจากเฟืองชิ้นเดียว

ย้ำอีกที ว่าสไลด์ที่ดี จะถูกนำมาส่งเสริมคุณภาพในการพูด ไม่ใช่รบกวนคนฟัง ไม่ใช่พื้นที่จดสคริปต์ของเรา ไม่ใช่พื้นที่เอาไว้ยัดข้อความทุกอย่างให้คนฟังยกมือถือมาถ่ายรูป (ที่พวกเขาจะไม่กลับมาเปิดดูอีกตลอดกาล)

สไลด์เชื่อมโยงโดยตรงกับการพูด ถ้าอยากพัฒนาการทำสไลด์ ต้องกลับมาที่การพัฒนาการพูด การนำเสนอก่อน แค่นี้เราก็ทำได้ดีกว่าคนอื่นได้ไม่ยากแล้ว

Photo by Masato on Unsplash

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกบน Medium

Keep reading